จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

พระผงจักรพรรดิสามารถใช้ในการปฏิบัติวิปัสสนาได้หรือไม่

พระผงจักรพรรดิสามารถใช้ในการปฏิบัติวิปัสสนาได้หรือไม่ อย่างไร

ศิษย์ : การทำพระกับวิปัสสนา มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร?

หลวง ตา : คือ โบราณกาลมา การทำพระนี่ เป็นการทำให้คนติดพระ คนโบราณเวลาเค้าจะไปไหนเค้าจะเอาพระมาห้อย จะอาราธนาพระทุกครั้งเลย เวลาออกจากบ้าน สมัยโบราณนะ ทุกครั้งเลย คือคนโบราณเค้าต้องการทำให้คนติดพระ เลยทำวัตถุมงคลรูปลักษณ์ของพระมาให้คนได้ห้อย เพื่อให้ติด แต่มาในยุคหลังๆนี่ เอาไปทำค้าขายอะไรกันซะ โดยส่วนมาก

ศิษย์ : อย่างนี้คนเมื่อก่อนเค้าทำพระกันเองรึเปล่าครับ?

หลวง ตา : ทำกันเอง แต่ว่าต้องให้พระท่านอธิษฐาน มีพิธีอธิษฐาน นั่นคือเจตนของการทำพระของคนโบราณ มันเป็นพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ เป็นอนุสสติ ไตรสรณคมน์ว่าอย่างนั้น เอาง่ายๆ ทีนี้เรื่องวิปัสสนามันก็อยู่ในนั้น

ศิษย์ : อยู่ยังไงครับ?

หลวง ตา : ก็พุทธนุสสติ จิตระลึกถึงพระ ไตรสรณคมน์ รวมแล้วก็ พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ มันก็เป็นกรรมฐานกองหนึ่งของสมถะ 3 กอง ใน 40 กอง

ศิษย์ : แล้วจากสมถะ มันจะขึ้นไปวิปัสสนายังไงครับ?

หลวง ตา : มันไปเอง การไหว้พระสวดมนต์เนี่ย จิตมันสบายใช่ไม๊ พอจิตมันสบาย แล้วมันนิ่งไปเรื่อยๆ ถ้ามีอะไรมากระทบมันก็หนี มันก็ต้องพิจารณาใช่ไม๊ นั่นล่ะเริ่มเข้าเรื่องปัญญาแล้ว มันก็หนี มันหนีออกมา หนีจากกระแสที่ไม่สบาย กระทบแล้วมันเป็นทุกข์ มันก็เริ่มจะห่างออกมาเรื่อยๆ โดยอาศัยพระที่ห้อยก่อน นี่คือฐาน ท่านว่า

ศิษย์ : วิปัสสนาเบื้องต้นนี่คือดูกระแสพระ?

หลวงตา : อันนั้นมันเป็นวิชาพิเศษของแต่ละคน ถ้าฝึกไปแล้วมันก็รู้ ทำบ่อยๆมันจะรู้

ศิษย์ : ก็ใช้พิจารณาได้เหมือนกัน?

หลวงตา : ได้... นี่คือเจตนาในคนโบราณเค้าทำพระ

ศิษย์ : แล้วพวกที่จับพุทธคุณได้ว่า พระเหล่านี้ปลุกเสกมาทางแคล้วคลาด คงกระพัน นั่น?

หลวงตา : อ๋อ... นั่นเค้าฝึกอีกระดับหนึ่งแล้วนะ มาจากการอาราธนาพระ กราบพระ นึกถึงพระ นึกถึงกระแสของพระ

ศิษย์ : แล้วเราดูตรงนี้ไปเรื่อยๆนี่ ก็สามารถใช้พระจนถึงนิพพานได้เลย?

หลวงตา : ได้

ศิษย์ : มันก็เหมือนการดูจิตอย่างหนึ่ง?

หลวงตา : เป็นการฝึกสติอย่างหนึ่ง คือการฝึกสติจริงๆแล้ว ก็คือเอาสติไปอยู่ที่พระ นี่คือแนวทางของโพธิญาณ

ศิษย์ : ก็คือใจไม่ฟุ้งซ่านไปข้างนอก ใจอยู่แต่ที่พระ?

หลวง ตา : ใช่... เมื่อจิตนึกถึงพระแล้วเนี่ย แม้แต่เราเห็นพระ เราจะปีติ ปีตินะ ปีติในพระ... มันจะแยกแยะออกว่า พระอะไรเป็นอะไร แยกพลังงาน แยกแยะพลังงานออกว่าอะไรเป็นอะไร แยกพลังงานพระออก แยกพลังงานสงฆ์ออก ดูว่าอะไร สงฆ์ก็คือมนุษย์ธรรมดาที่ยังมีกิเลส ตัณหา อุปาทาน เหมือนคนทั่วๆไป แต่เพียงออกมาเฉยๆ ห่างออกมาเฉยๆ ไม่ได้แตะต้อง ใช้ตา ใช้อะไรเฉยๆ ใช้อารมณ์คิด แต่ไม่ทำ

ศิษย์ : ถ้าทำให้คนติดพระได้ ทั้งผู้สร้างผู้ใช้?

หลวง ตา : อานิสงส์เยอะนะ เยอะมากเลยนะ เพราะทำให้คนเข้าถึงไตรสรณคมน์ ในพระไตรปิฏก ท่านว่า แม้แต่เลี้ยงมารดาตลอดชีวิต ยังสู้นำมารดาให้เข้าสู่ไตรสรณคมน์ไม่ได้ มันยาวไกล ไม่ใช่ชาติเดียว มันหลายชาติ นี่คือการห้อยพระ การนึกถึงพระ การเอาภาพพระไปติดไว้ที่บ้าน เปลี่ยนทัศนวิสัยใหม่

ศิษย์ : มองไปทางไหนก็เห็นแต่พระ?

หลวง ตา : ใช่... ให้จิตมันจับพระ สมัยนี้รูปพระเยอะแยะไป ยิ่งถ้าคนแก่เนี่ย ถ้าเอาไปติดไว้ในบ้าน มันจะนึกออก เหมือนเวลานึกถึงบ้านเราเนี่ย เราก็นึกถึงภาพบ้านของเราออก ด้วยความเคยชิน ความจริงคนโบราณเค้าฉลาด แต่คนข้างหลังมา... กลายเป็นการซื้อขาย การเลี้ยงชีพ บางคนนี่ร่ำรวยเพราะการขายวัตถุมงคล

ศิษย์ : แล้วอย่างการทำพระนี่ เราจะเอามาใช้ในการพิจารณาอริยสัจจ์ได้ไม๊ครับ?

หลวงตา : มันอยู่ที่พระฮะ พื้นฐานอยู่ที่การนึกถึงพระ ถ้านึกได้แล้วมันไปเอง

ศิษย์ : พระนี่ คือการทำฐานให้เค้า?

หลวง ตา : ใช่... อย่าลืมว่า คนเข้าถึงพระเนี่ย ในพระไตรปิฏกท่านก็พูดถึงอยู่หลายคน หลายคนมากที่เข้ามาเพราะได้ยินว่า พุทธะ ธรรมะ สังฆะ เกิดขึ้นในโลกนี้ อันนั้นเค้าเคยเกี่ยวข้องกับพระมาในอดีต

ศิษย์ : ทำไมสมัยพุทธกาลถึงไม่ทำพระไว้บ้าง?

หลวงตา : สมัยพุทธกาล ที่เค้าไม่ทำพระ เพราะพระพุทธเจ้าท่านยังอยู่ รูปลักษณ์ของพระพุทธะหมายถึงท่าน

ศิษย์ : สมัยก่อนเค้าก็เลยทำเป็นธรรมจักรอะไรไปแทน?

หลวง ตา : ใช่.... เป็นรูปลักษณ์ของพระ มันเป็นพุทธนุสสติ มันเป็นกรรมฐานกองหนึ่ง ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ ในสายพระโพธิสัตว์ทุกๆพระองค์ ท่านจะเน้นเรื่องไตรสรณคมน์

ศิษย์ : เพราะถือเป็นฐานที่สำคัญ?

หลวง ตา : หลวงพ่อดู่ท่านไม่เน้นนะฮะ วิปัสสนา ปัญญาอะไร หลวงพ่อดู่ท่านจะไม่สอน อยู่กับท่านมา ท่านไม่เคยสอน ท่านสอนให้นึกถึงพระอย่างเดียว

ศิษย์ : คนที่มาถึงจุดนี้แล้ว เค้าจะไปได้ของเค้าเอง?

หลวงตา : เค้าจะไปได้ของเค้าเอง

ศิษย์ : อย่างนี้ ถ้าเป็นสายโพธิญาณ เค้าต้องมีวิปัสสนาร่วมด้วยไม๊ครับ?

หลวงตา : ไม่รู้นะ สายอื่นไม่รู้นะ แต่สายหลวงพ่อท่านเน้นเรื่องพระ เน้นเรื่องการสร้างพระ เน้นเรื่องการนึกถึงพระ

ศิษย์ : คนเค้าชอบนึกกันว่า เรื่องพระเนี่ย มันไม่มีวิปัสสนา แต่เค้าไม่เคยนึกถึงว่า มันต้องสร้างฐานมาก่อน?

หลวงตา : ใช่... อย่าลืมว่า หลักของความเป็นจริงเนี่ยนะ จิตเนี่ย มันจะเข้าเป็นกรรมฐานกองไหน จิตมันต้องสบาย

ศิษย์ : การนึกถึงพระก็คือทำให้จิตสบาย?

หลวง ตา : ทำให้จิตสบายก่อน ทำให้จิตมันมีกำลังก่อน แล้วจึงค่อยพิจารณาในสิ่งที่กระทบกระทั่งอะไร แล้วมันก็จะไม่เกี่ยวข้อง เพราะมันไม่สบาย ใช่ไม๊... มันไปโยงกับคำว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ท่านเน้นเรื่องนี้มากเพราะว่า ถ้าทำอะไรกับท่าน จะเป็นกรรมฐานอะไรก็ตาม ถ้ามันหนัก มันไม่สบาย ท่านจะไม่ให้ทำ มันจะเกิดวิปลาส มันจะเกิดสับสน

ศิษย์ : เหมือนเห็นพระบางองค์ ท่านเพ่งพระอาทิตย์จนตาบอด จนเป็นอะไรไป

หลวงตา : ใช่... ทำอะไรมันต้องมีแนวทาง มีผู้นำ มีครูบาอาจารย์ มันถึงจะไปได้ ถ้าไม่มี จะไปฝึกเอง อย่าไปทำท่านว่า

ศิษย์ : อืม... ต้องมีครู?

หลวงตา : อื้อ... สิ่งที่ฝึกง่ายที่สุดก็คือ ไหว้พระ สวดมนต์ นั่งสมาธิ เป็นพื้นฐานที่ดีที่สุดอันดับแรก

ศิษย์ : หลวงปู่ท่านจะเน้นตรงนี้มาก?

หลวงตา : มาก.... ตื่นขึ้นก็ทำ กินข้าวก็ทำ เดินก็ทำ ท่านเน้นตรงนี้มาก

พระเครื่องของหลวงปู่ดู่


เดิมข้าพเจ้าไม่มีความสนใจในแก่นหรือหลักของพระพุทธศาสนา
เพียงแต่มีความเข้าใจอย่างผิวเผิน และได้ประสบเหตุการณ์บางอย่างในการทำงานในต่างจังหวัด
ทำให้มีความสนใจในเรื่อง “ พระพุทธคุณ ”
( พระพุทธคุณ คือ พลังงานที่อยู่ในพระ ) ว่าจะมีจริงหรือเปล่า
จึงได้เสาะแสวงหา พระเครื่องของพระเกจิอาจารย์และพระกรุต่างๆ
จากหนังสือพระเครื่องหลายฉบับ
โดยเสียเงินในการเช่าบูชาเป็นจำนวนมากพอสมควร


เนื่องจากข้าพเจ้ามีพระเครื่องจำนวนมากมาย
ทำให้ไม่มีการจัดเก็บให้เป็นที่เรียบร้อย
มารดาข้าพเจ้าซึ่งเป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ( เรียกว่า เป็นคนต่างด้าว )
และมีความนับถือใน พระศาสดากับพระโพธิสัตว์กวนอิม
มารดาเคยเล่าให้ฟังว่า ท่านได้สวดมนต์ทำสมาธิมาตั้งแต่เมื่ออายุเพียง 15 ปี
ตั้งแต่สมัยอยู่ในประเทศจีน จนมีอายุในขณะนี้ 70 ปี
และตั้งแต่ที่ข้าพเจ้าจำความได้
ก็เห็นมารดาสวดมนต์บูชาพระพุทธองค์และพระโพธิสัตว์กวนอิมทุกวัน
ในช่วงเย็นไม่น้อยกว่าวันละ 3 ชั่วโมง


โดยปกติลูกหลานจะทราบเพียงแต่ว่า
มารดาข้าพเจ้ามีความสามารถในการทำนาย โหงวเฮ้ง
( โหงวเฮ้ง หมายถึง การดูตรงหน้า ดูลักษณะ 5 อย่าง เช่น ดูตา ใบหู จมูก เป็นต้น ) ได้อย่างเเม่นยำมาก
แต่จะบอกเฉพาะลูกหลานหรือญาติเท่านั้น

จนมากระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง
มารดาได้ให้ข้าพเจ้าไปจัดเก็บพระเครื่องต่างๆ ที่วางไว้ระเกะระกะให้เป็นที่เรียบร้อย
เนื่องจากเป็นวันหยุด
ข้าพเจ้าจึงนำพระเครื่องทั้งหมดออกมาทำความสะอาดแล้ววางไว้บนโต๊ะ
มารดาข้าพเจ้า ( ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว )
ได้เดินมาที่โต๊ะที่วางพระเครื่องจำนวนหลายร้อยองค์ของข้าพเจ้า
พร้อมกับได้หยิบพระเครื่องแยกออกมาจำนวนหนึ่งประมาณ 4-5 องค์
แล้วเลือกพระเครื่องออกมาเพียง 1 องค์ยื่นให้ข้าพเจ้า
องค์ที่เหลือได้วางกลับลงไปที่เดิม


เนื่องจากมารดาเป็นคนจีนพูดไทยชัดบ้างไม่ชัดบ้าง
ได้พูดภาษาจีน แปลเป็นไทยได้ความว่า
“ พระเครื่องที่หยิบมาทุกองค์มีพลังหรือพุทธคุณสูงมาก
แต่องค์ที่พุทธคุณสุดยอดคือองค์นี้ ” (พระเครี่องของหลวงปู่ดู่)


มารดาได้กล่าวย้ำให้ข้าพเจ้านำไปเลี่ยมทองแขวนคอไว้เป็นมงคลแก่ตัว
โดยปกติมารดาไม่เคยสนใจในเรื่องพระเครื่อง และอ่านภาษาไทยไม่ได้เลย
แต่ท่านจะตักบาตรทุกวันและนับถือหลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี
กับ สมเด็จพระพุฒโฆษาจารย์ ( ฟื้น ) วัดสามพระยา
ข้าพเจ้ามีความสงสัยเป็นอย่างมากว่า
มารดาทราบได้อย่างไรว่าองค์ไหนมีพุทธคุณสูง
และท่านสามารถตรวจสอบได้จริงหรือไม่


พระเครื่ององค์ดังกล่าวเป็นพระที่ข้าพเจ้าได้รับจากการทำบุญกับเพื่อน
เป็นพระรุ่นใหม่และไม่มีราคาเช่าหาแต่อย่างใด จึงสอบถามมารดาว่า
แม่รู้ได้อย่างไรว่าพระองค์นี้ดีและองค์ที่วางลงไปมีพุทธคุณน้อยกว่า
( พระที่มารดาวางลงไป 3-4 องค์ ล้วนเป็นพระเครื่องที่นิยมในวงการ
และมีราคาเช่าหาสูงในระดับหลักหมื่นขึ้นไปทั้งสิ้น )
ข้าพเจ้าได้เลือกพระองค์ที่บูชามาในราคาสูง
มาให้ตรวจสอบอีกจำนวนหนึ่ง ผลก็คงเป็นเช่นเดิม


มารดาบอกว่า พระองค์นี้(พระเครื่องของหลวงปู่ดู่)ดีมาก เป็น “ผ่อสัก” ( คือ “ พระโพธิสัตว์ ” )
ให้นำไปเลี่ยมแขวนที่คอ หากไม่มีเงินก็จะให้

ข้าพเจ้าแย้งว่า
พระองค์นี้ได้มาจากการทำบุญราคาถูกมาก จะดีกว่าพระองค์ที่มีราคาแพงๆ ได้อย่างไร ?

มารดาบอกว่า
พระองค์ราคาแพงมีพุทธคุณสูง มีลักษณะพลังงานแบบสายน้ำที่ไหลเรื่อยๆ มาไม่ขาดสาย
แต่พระองค์ที่เลือกให้ (พระเครื่องของหลวงปู่ดู่)
มีพุทธคุณสูงสุด มีพลังงานเหมือนกับน้ำตกที่ไหลแรงมาก
และไม่ขาดสายเช่นกัน


ข้าพเจ้ายังไม่เชื่อว่ามารดาจะตรวจสอบพุทธคุณได้จริงๆ
จึงได้ไปยืมพระเครื่องที่มีราคาเช่าหาในหลักแสนมา 2 องค์
ให้มารดาตรวจสอบใหม่อีกครั้ง ปรากฏว่ามารดาก็ยังยืนยันเหมือนเช่นเดิม
แต่ข้าพเจ้าก็ยังแคลงใจ จึงได้พิสูจน์อีกครั้งหนึ่ง
โดยนำกล่องใส่พระที่ปิดสนิท 3 กล่อง

- กล่องที่ 1 บรรจุพระเครื่องของหลวงปู่ดู่
- กล่องที่ 2 บรรจุพระเก่าราคาแพง
- กล่องที่ 3 บรรจุเม็ดลูกอมกิมจ๊อ

ไม่สามารถมองเห็นว่าข้างในกล่องมีอะไร
แม้แต่ข้าพเจ้าเองก็ไม่ทราบ เพราะได้วางสลับไปสลับมาจนตัวเองก็งง


มารดาได้ยกกล่องใส่พนมมือทีละกล่อง โดยบอกว่า
กล่องนี้มีพระองค์ที่มีพุทธคุณเยี่ยมยอด(พระเครื่องของหลวงปู่ดู่)

ส่วนกล่องนี้พุทธคุณเบาบางมาก ( พระเก่า )
อีกกล่องท่านได้โยนทิ้งถังขยะ
กล่องที่ถูกทิ้งถังขยะเป็นกล่องที่บรรจุเม็ดลูกอมกิมจ๊อ

จึงทำให้ข้าพเจ้าเริ่มเชื่อสนิทใจว่า
มารดาตรวจสอบพุทธคุณได้จริง และพุทธคุณมีจริง


จากจุดนี้ทำให้ผู้เขียนเสาะหาพระเครื่อง
ที่ปลุกเสกโดย หลวงปู่ดู่ วัดสะแก มาโดยตลอด
ต่อมาได้อ่านหนังสือ พระผู้จุดประทีปในดวงใจ
ทำให้สนใจเริ่มค้นคว้าคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อย่างจริงจัง
และนำมาปฏิบัติธรรม จึงขอสนับสนุนแนวทางที่ หลวงปู่ดู่ วางไว้ว่า


ติดวัตถุมงคล
ดีกว่าติดวัตถุอัปมงคล


เมื่อสามารถฝึกจิตตนเองและปฏิบัติธรรมได้อย่างจริงจังแล้ว
ก็จะค้นพบของดีวิเศษในตนเอง



ข้อมูลจาก ตามรอยธรรม ย้ำรอยครู